"Go into all the world and preach the gospel"

ฉันเป็นพุทธศาสนิกชน, แล้วฉันจะต้องอยากเป็นคริสเตียนทำไม?

vdss

คำถาม: ฉันเป็นพุทธศาสนิกชน, แล้วฉันจะต้องอยากเป็นคริสเตียนทำไม?

คำตอบ: ประการแรก ในขณะที่ทั้งในความเชื่อของคริสเตียน และ ศาสนาพุทธมีบุคคลในประวัติศาสตร์เป็นจุดศูนย์กลางเหมือนกัน คือพระเยซู และพระพุทธเจ้าตามลำดับ แต่พระเยซูพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย มีศาสดามากมายในประวัติศาสตร์ที่รอบรู้ และหลายองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งศาสนา พระสิททัตถะ โคตะมะ หรือพระพุทธเจ้า ผู้ทรงมีอีกชื่อหนึ่งว่าพระศรีศากยมุนีทรงโดดเด่นอยู่ท่ามกลางศาสดาทั้งหลายเพราะทรงมีสติปัญญาพิเศษและหลักปรัชญาชีวิตที่ล้ำลึก แต่พระเยซูก็ทรงโดดเด่นเช่นกัน และพระองค์ทรงยืนยันคำสอนฝ่ายวิญญาณของพระองค์ด้วยการทดสอบที่มีฤทธิอำนาจจากสวรรค์เท่านั้นที่จะทำได้ นั่นคือการยืนยันด้วยการวายพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ – ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่พระองค์ได้ทรงพยากรณ์ไว้และถูกทำให้สำเร็จลงด้วยพระองค์เอง (มัทธิว 16:21; 20:18-19; มาระโก 8:31; 1 ลูกา 9:22; ยอห์น 20-21; 1 โครินธ์ 15) ดังนั้นพระเยซูจึงทรงสมควรที่จะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

ประการที่สอง ข้อพระคัมภีร์ของคริสเตียนโดดเด่นทางประวัติศาสตร์ และสมควรที่จะได้รับการพิจารณาอย่างแท้จริง เราอาจถึงกับพูดได้ว่าประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์เป็นความจริงเสียจนกระทั่งการสงสัยพระคัมภีร์คือการสงสัยประวัติศาสตร์เสียเอง เนื่องจากพระคัมภีร์เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ จากหนังสือประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่ สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ พันธสัญญาใหม่คือหนังสือเล่มเดียวที่พิสูจน์ได้ในทางประวัติศาสตร์ดียิ่งกว่าพันธสัญญาเดิม (พระคัมภีร์ของชาวฮีบรู) โดยการพิจารณาจากหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1) มีเอกสารตัวเขียนเกี่ยวกับพันธสัญญาใหม่ที่ยังเหลืออยู่มากกว่าเอกสารใดในประวัติศาสตร์ – มีเอกสารที่เขียนด้วยมือเป็นภาษากรีกโบราณ 5,000 ฉบับ, และที่เป็นภาษาอื่น ๆ อีก รวมกันแล้วเป็น 24,000 ฉบับ ความหลายหลากของเอกสารดังกล่าวทำให้มันกลายเป็นแหล่งค้นคว้าอันมหึมาที่เราสามารถตรวจข้อความกลับไปกลับมาระหว่างเอกสารหนึ่งกับอีกเอกสารหนึ่งได้ เพื่อให้แน่ใจว่าต้นฉบับเขียนว่าอย่างไร

2) เอกสารตัวเขียนของพันธสัญญาใหม่มีอายุใกล้เคียงกับต้นฉบับมากกว่าเอกสารใดในประวัติศาสตร์ ต้นฉบับทั้งหมดถูกเขียนขึ้นในศตวรรษแรกโดยมีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นพยาน และในปัจจุบันเรามีบางส่วนของเอกสารตัวเขียนที่มีอายุเก่าขนาดปี ค.ศ. 125 สำเนาของหนังสือทั้งเล่มถูกค้นพบในราวปีค.ศ. 200 และเราสามารถค้นพบได้ว่าพันธสัญญาใหม่ที่สมบูรณ์ลงวันที่ย้อนกลับไปถึงปี ค.ศ. 250 จากการที่หนังสือทุกฉบับถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ดั้งเดิมโดยมีประจักษ์พยานร่วมสมัยเป็นพยาน นั่นหมายความว่ามันไม่ใช่เทพนิยายหรือนิทานชาวบ้านที่เล่าต่อ ๆ กันมา อีกทั้งสิ่งที่พระคัมภีร์ยืนยันว่าเป็นความจริงได้รับการยืนยันว่าเป็นความจริง โดยการถูกต่อต้านอย่างรุนแรง และโดยสมาชิกของคริสตจักรผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เอง

3) เอกสารในพันธสัญญาใหม่ถูกต้องแม่นยำมากกว่าเอกสารใดในประวัติศาสตร์ จอห์น อาร์ โรบินสัน ผู้เขียนหนังสือชื่อ Honest To God รายงานว่าเอกสารในพันธสัญญาใหม่ถูกต้องแม่นยำ 99.9% (ถูกต้องมากกว่าหนังสือโบราณใด ๆ ทั้งสิ้น) ส่วน บรูซ เมทซเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพันธสัญญาใหม่ฉบับภาษากรีก ให้คะแนนอยู่ที่ 99.5%

ประการที่สาม จริยธรรมของคริสเตียนมีพื้นฐานมั่นคงกว่าจริยธรรมของศาสนาพุทธ จริยธรรมของคริสเตียนมีพื้นฐานมาจากพระลักษณะส่วนตัวของพระเจ้า พระเจ้าทรงเป็นบุคคลและทรงชอบธรรม ธรรมชาติของพระองค์นั้นดี การกระทำซึ่งสอดคล้องกับความดีงามของพระองค์โดยปกติแล้วเป็นการกระทำที่ดี และการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับความดีงามของพระองค์โดยปกติแล้วเป็นการกระทำที่ไม่ดี แต่ตามความเห็นของพุทธศาสนิกชนความจริงนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นบุคคล แต่ว่าความรู้สึกผิดและชอบต้องการความมีตัวตน เพื่อที่จะได้เห็นภาพชัดเจนให้เราพิจารณาความรู้สึกผิดชอบของก้อนหินกัน ไม่มีใครโทษก้อนหินว่ามันถูกใช้ในการฆาตกรรม เพราะมันไม่มีชีวิตจิตใจที่จะรู้ว่าอะไรดีหรืออะไรไม่ดี แต่ความรับผิดชอบนั้นตกอยู่กับคนที่ใช้มันเพื่อการร้าย เราจะเห็นว่าศาสนาพุทธขาดโครงสร้างที่มีชีวิตที่จะมารับผิดชอบการกระทำเกี่ยวกับคุณธรรมไป ในศาสนาพุทธ กรรมคือโครงสร้างทางด้านคุณธรรม แต่กรรมไม่มีชีวิต มันคล้ายกับกฎแห่งธรรมชาติ การทำผิด“กฎ” แห่งกรรม โดยเนื้อแท้แล้วจึงไม่ใช่เรื่องชั่วร้าย ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีข้อแตกต่างอะไรมากมายนักระหว่างความผิดพลาด (ความผิดพลาดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณธรรม) และความบาป (การกระทำที่ผิดคุณธรรม) ยิ่งไปกว่านั้นพุทธศาสนิกชนเป็นอันมากเชื่อว่าในที่สุด “ความดี” และ “ความชั่ว” ก็จะหักล้างกันไปเอง “ความดี” และ “ความชั่ว” เป็นเพียง มายา หรือภาพลวงตาของความจริงเท่านั้น คุณธรรมไม่ยิ่งใหญ่พอที่จะชี้ให้เห็นถึงความจริงได้ ผู้ที่มีความเข้าใจจะเห็นว่าตอนนี้ความดีและความชั่วเข้ามาปนเปกันจนกลายเป็นสิ่งเดียวกันไปเสียแล้ว แต่การเป็นเช่นนั้นทำให้หมายความว่าในที่สุดความจริงก็คงจะไม่ “ดี” นัก แต่ก็คงไม่ “ชั่วร้าย” นักเช่นกัน แล้วจะมีอะไรมายืนยันว่า “ความจริง” มีค่ามากพอให้เราแสวงหาเล่า แล้วเราจะมีหลักอะไรมายึดถือในการใช้ชีวิตที่ดีอย่างมีคุณธรรม หรือไม่มีคุณธรรม หากไม่มีข้อแตกต่างให้เห็น หรือเราจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยเพื่อจะได้ไม่ต้องเลือกว่าอะไรดีหรือไม่ดี? หากศาสนาพุทธยืนยันว่าความจริงไม่มีตัวตน และข้อแตกต่างระหว่างความดีและความชั่วจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ความจริง ดังนั้นศาสนาพุทธก็ไม่มีพื้นฐานที่แท้จริงทางด้านคุณธรรม ในทางกลับกันความเชื่อของคริสเตียนสามารถชี้ได้ทั้งสองประการไปถึงพระลักษณะของพระเจ้าในฐานะผู้ทรงวางรากฐานเกี่ยวกับคุณธรรม และผู้ทรงปูพื้นฐานข้อแตกต่างระหว่างความดีกับความชั่ว

ประการที่สี่ คริสเตียนเห็นคุณค่าที่ถูกต้องของ “ความปรารถนา” ส่วนคุณธรรมในศาสนาพุทธดูเหมือนว่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้ พระศรีศากยะมุนี สอนว่า ตัณหา – “ความปรารถนา” หรือ “ความผูกติด” – คือรากเหง้าของความทุกข์และควรได้รับการจัดการให้หมดไป แต่เป็นที่ยอมรับว่าสิ่งดี ๆ บางอย่างมาจากแนวความคิดที่เกี่ยวกับความปรารถนาที่ว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ความรักคือ “ความปรารถนา” ที่จะให้สิ่งดีกับผู้อื่น (ดู ยอห์น 15:13; 1 ยอห์น 4:7-12) คนเราไม่สามารถรักได้หากเขาไม่มีความ ปรารถนา ในระดับหนึ่ง ที่จะให้คน ๆ นั้นได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ ความเชื่อของคริสเตียนสอนว่าความปรารถนาเป็นสิ่งที่ดีหากมันถูกใช้อย่างเหมาะสม ท่านเปาโลหนุนใจให้คริสเตียน “กระตือรือร้นอย่างจริงจังบรรดาของประทานอันดีที่สุดนั้น” (1 โครินธ์ 12:31; 14:1) ในหนังสือสดุดี เราได้เห็นภาพของผู้นมัสการโหยหาและปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า (สดุดี 42:1-2; 84) และแน่นอนพระเจ้าทรงไม่ได้ทำเป็นว่ารัก แต่พระองค์ทรงเป็น ความรัก (1 ยอห์น 4:9; สดุดี 136; ยอห์น 3:16) การโยนความปรารถนาทิ้งไปโดยรวมแล้วเหมือนกับการโยนทารกที่น่ารักคนหนึ่ง (ความรัก) ทิ้งไปเพราะน้ำอาบสกปรก (ความทุกข์)

ประการที่ห้า เป็นคำถามที่ถามว่า “ท่านทำอะไรกับความบาปของท่าน?” ศาสนาพุทธมีแนวความคิดอย่างน้อยสองแนวเกี่ยวกับความบาป ความบาปบางครั้งถูกเข้าใจว่าเป็นความไม่ใส่ใจ มันเป็นความบาปหากเราไม่เห็นหรือเข้าใจความจริงอย่างที่ศาสนาพุทธให้คำจำกัดความไว้ แต่ศาสนาพุทธยังมีแนวความคิดอีกอย่างหนึ่งด้วยเกี่ยวกับความผิดพลาดทางคุณธรรมที่เรียกว่า “ความบาป” การทำความชั่วโดยตั้งใจ, การทำลายกฎฝ่ายวิญญาณหรือฝ่ายโลก, หรือการมีความปรารถนาในสิ่งผิด, สิ่งเหล่านี้เป็นความบาปแน่นอน แต่คำจำกัดความหลังสุดเกี่ยวกับความบาปชี้ไปถึงความผิดพลาดทางคุณธรรมที่ต้องมีการแก้ไขชดเชยอย่างแท้จริง แล้วเราจะเอาอะไรมาชดเชยบาป? การยึดหลักกฎแห่งกรรมชดเชยบาปได้ไหม? กรรมไม่มีชีวิตและไม่มีคุณธรรม คนเราสามารถทำความดีเพื่อถ่วงดุลกับความชั่วได้ แต่เราไม่สามารถขจัดความบาปออกไปได้ กรรมไม่ได้แม้แต่จะบอกว่าเราจะเปลี่ยนความผิดทางด้านคุณธรรมให้เป็นความถูกต้องได้อย่างไร แล้วเราทำความผิดต่อใครเล่าหากเราทำความผิดในที่ลับ? กรรมไม่ได้สนใจอะไรเลยไม่ว่าจะเป็นความผิดในที่ลับหรือที่แจ้งเพราะกรรมไม่มีชีวิต การแก้ไขชดเชยบาปเกิดขึ้นได้ด้วยการสวดมนตร์หรืออุทิศตัวให้กับพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้าได้ไหม? แม้ว่าพระองค์อาจจะให้อภัยเราได้ แต่ความบาปก็ยังต้องมีการชดใช้อยู่ดี พระองค์อาจให้อภัยได้จึงทำให้ดูเหมือนว่าความบาปสามารถให้อภัยกันได้; มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

แต่ในอีกมุมหนึ่งความเชื่อแบบคริสเตียนดูเหมือนว่าจะเป็นความเชื่อเดียวมีมุมมองทางด้านศาสนศาสตร์เกี่ยวกับความบาปที่พอเพียง ตามความเชื่อของคริสเตียนความบาปเป็นความผิดพลาดทางด้านคุณธรรม ตั้งแต่สมัยอาดัมเป็นต้นมา มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีความบาปติดตัว ความบาปเป็นเรื่องจริง และมันก่อให้เกิดช่องว่างที่ไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างมนุษย์และความสุข ความบาปเรียกร้องความยุติธรรม แต่มันไม่สามารถ “หักลบ” กันได้กับการทำความดีที่เท่ากันหรือมากกว่า หากมีใครคนหนึ่งทำความดีมากกว่าความชั่ว 10 ครั้ง เขาก็ยังมีความชั่วอยู่ภายใต้จิตสำนึกของเขาอยู่นั่นเอง แล้วเกิดอะไรขึ้นสำหรับความชั่วที่ยังคงค้างคาอยู่? มันได้รับการให้อภัยเสมือนว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรอย่างนั้นหรือ? มันได้รับอนุญาตให้อยู่ร่วมกับความสุขอย่างนั้นหรือ? มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาโดยไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้นหรือ? คำตอบเหล่านี้ไม่มีคำตอบใดที่สมเหตุสมผล เมื่อพูดถึงภาพลวงตา ความบาปเป็นความจริงสำหรับเราเกินกว่าที่จะเป็นแค่ภาพลวงตาเท่านั้น เมื่อพูดถึงความบาปของเรา หากเราซื่อสัตย์กับตัวเองเรารู้ว่าเราทุกคนเคยทำบาปมาแล้วทั้งนั้น เมื่อพูดถึงการยกโทษ การยกโทษบาปง่าย ๆ โดยไม่ต้องเสียอะไรทั้งสิ้นทำให้ดูเหมือนว่าความบาปไม่มีผลเสียอะไรมากมายนัก แต่เรารู้ว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อพูดถึงความสุข “ความสุข” ก็คงไม่ดีอะไรนักหากความบาปยังแอบเข้ามากวนใจเราอยู่เรื่อย ๆ มันดูเหมือนว่าตาชั่งแห่งกรรมจะทิ้งให้เราสำนึกถึงความบาปอยู่ในใจจนความสุขทนไม่ได้ หรือไม่มันก็ต้องหยุดความเต็มที่ของมัน เพื่อที่เราจะเข้ามาได้

ความเชื่อของคริสเตียนมีคำตอบเกี่ยวกับความบาป ไม่มีความบาปใดที่ไม่ต้องถูกลงโทษ แต่โทษนั้นพระคริสต์ได้ทรงรับไปแล้วโดยการถูกตรึงบนกางเขน พระเจ้าทรงเสด็จมารับสภาพมนุษย์, ทรงมีชีวิตที่ไร้ตำหนิ, และทรงรับความตายที่เราสมควรจะได้รับ พระองค์ทรงถูกตรึงบนกางเขนในฐานะตัวแทนของเรา, ทรงเข้ามาแทนที่เรา, และทรงปกป้องเรา (หรือทรงเป็นเครื่องถวายบูชา) ให้หลุดพ้นจากความบาป แล้วพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ และพิสูจน์ว่าแม้แต่ความตายก็ไม่สามารถเอาชนะพระองค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงสัญญาว่าทุกคนที่เชื่อในพระองค์ว่าทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเขา ก็จะได้รับการฟื้นขึ้นมาจากความตายไปสู่ชีวิตนิรันดร์เช่นเดียวกับพระองค์ (โรม 3:10, 23; 6:23; 8:12; 10:9-10; เอเฟซัส 2:8-9; ฟีลิปปี 3:21)

ไม่มี “ลัทธิความเชื่อแบบง่าย ๆ” ใด ที่แสดงว่าพระเจ้า, ทรงเปรียบเสมือนภารโรง, คอยตามเก็บกวาดความผิดของเรา แต่นี่เป็นการผูกพันตลอดชีวิต ที่เรารับสภาพใหม่และเริ่มความสัมพันธ์ใหม่กับพระเจ้าเอง (โรม 6:1; เอเฟซัส 2:1-10) เมื่อใครคนใดคนหนึ่งเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ที่พระองค์ทรงเป็นตามที่ทรงบอกไว้ในพระคัมภีร์, เชื่อจริง ๆ ว่าพระองค์ทรงทำในสิ่งที่พระองค์ทรงบอกไว้ในพระคัมภีร์ และทุ่มชีวิตของเขาในความเชื่อนั้น – คน ๆ นั้นก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ท่านไม่สามารถเป็นเหมือนเดิมได้ถ้าท่านมีความเชื่อแบบนั้น เราไม่สามารถนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เฉย ๆ ได้เมื่อรู้ว่าบ้านกำลังถูกไฟไหม้ ความรู้นั้น (บ้านที่กำลังถูกไฟไหม้) กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาและเปลี่ยนชีวิตของท่าน (หยุดอ่านหนังสือพิมพ์แล้วทำอะไรบางอย่างเพื่อด้บไฟ)

หรือไม่ใช่ว่าพระเยซูทรงเป็นอีก “คำตอบหนึ่ง” ในหลาย ๆ คำตอบ ศาสนาทุกศาสนาในโลกมีความจริงระดับหนึ่ง, แต่พระเยซูคือคำตอบเดียวสำหรับสภาวะของมนุษย์ การนั่งวิปัสสนา, การใช้ความพยายาม, การอธิษฐาน ไม่ได้ช่วยทำให้เราสมควรที่จะได้รับของขวัญนิรันดร์จากพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขความบาปที่เราได้ทำลงไปแล้วได้ การจ่ายค่าจ้างแห่งความบาปแทนเราโดยพระคริสต์ และการมีความเชื่อในพระองค์เท่านั้นที่ช่วยเราให้รอดพ้นจากความบาป เมื่อทำเช่นนั้นเท่านั้น ความบาปของเราจึงจะได้รับการไถ่ถอน, ความหวังได้รับการยืนยัน, และชีวิตของเราก็จะได้รับการเติมให้เต็มด้วยความหมายที่เป็นนิรันดร์

ท้ายที่สุด, โดยการเป็นคริสเตียนเท่านั้นที่เราจะรู้ได้ว่าเรารอดแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องพึ่งประสบการณ์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว, หรือการทำความดี หรือการนั่งวิปัสสนาอย่างเอาจริงเอาจัง หรือด้วยการนับถือพระเทียมเท็จที่เราพยายามเชื่อว่า “มีจริง” เรามีพระเจ้าที่แท้จริงผู้ทรงพระชนม์อยู่, มีความเชื่อที่มีประวัติศาสตร์หนุนหลัง, มีการเปิดเผยสำแดงของพระเจ้าที่ดำรงอยู่ตลอดไปและพิสูจน์ได้ (พระคัมภีร์) และบ้านบนสวรรค์กับพระเจ้าที่รับประกันไว้แล้วสำหรับเรา

ดังนั้นทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไรสำหรับท่าน? ท้ายที่สุดพระเยซูคือความเป็นจริง! พระเยซูคือเครื่องถวายบูชาที่เหมาะที่สุดสำหรับความบาปของเรา พระเจ้าทรงเสนอการให้อภัยและความรอดกับเราหากเราเพียงแต่ยื่นมือไปรับของขวัญของพระองค์มาเท่านั้น (ยอห์น 1:12) โดยเชื่อว่าพระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงเสียสละชีวิตของพระองค์เพื่อเรา – สหายของพระองค์ – หากท่านเชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่าน ท่านก็จะได้รับความมั่นใจอย่างแท้จริงว่าท่านจะมีชีวิตนิรันดร์อยู่บนสวรรค์ พระเจ้าจะทรงยกโทษบาปให้ท่าน, ชำระจิตใจของท่าน, ฟื้นฟูวิญญาณของท่านขึ้นมาใหม่, ให้ชีวิตที่บริบูรณ์ในโลกนี้กับท่าน, และชีวิตนิรันดร์ในโลกหน้า แล้วเราจะปฏิเสธของขวัญที่มีคุณค่าอย่างนี้ได้อย่างไร? เราจะหันหลังให้กับพระเจ้าผู้ทรงรักเรามากพอที่จะเสียสละชีวิตของพระองค์เพื่อเราได้อย่างไรกัน?

หากท่านไม่แน่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านเชื่อ เราขอเชิญให้ท่านอธิษฐานกับพระเจ้าดังต่อไปนี้: “พระเจ้า ขอพระองค์ทรงช่วยให้ข้าพระองค์รู้ด้วยเถิดว่าอะไรคือความจริง ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้เห็นว่าอะไรคือสิ่งที่ผิด ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รู้ด้วยเถิดว่าอะไรคือทางไปสู่ความรอดที่ถูกต้อง” พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานเช่นนี้เสมอ

หากท่านต้องการต้อนรับพระเยซูให้เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของท่าน ขอให้ท่านเพียงแค่พูดกับพระเจ้า, จะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงก็ได้, แล้วบอกพระองค์ว่าท่านต้องการรับของขวัญแห่งความรอดโดยทางพระเยซู หากท่านต้องการตัวอย่าง นี่คือตัวอย่าง: “พระเจ้า ขอบคุณพระองค์ที่ทรงรักข้าพระองค์ ขอบคุณพระองค์สำหรับการเสียสละพระองค์เองเพื่อข้าพระองค์ ขอบคุณที่พระองค์สำหรับการให้อภัยและความรอด ข้าพระองค์ขอรับของขวัญแห่งความรอดโดยทางพระเยซู ข้าพระองค์ขอต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพระองค์ ขออธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์ อาเมน”

  • Share

Exposed Truth

Follow me on Twitter

August 2018
M T W T F S S
« Jan    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

TubePress

YouTube responded to TubePress with an HTTP 410 - No longer available
You can submit Url to hotid.org the hottest of the internet directory. This site is submitted under Christianity Directory
Follow

Get every new post delivered to your Inbox

Join other followers

%d bloggers like this: